แชทตรง
กับเจ้าหน้าที่
คลิ๊กเลย
X
เทศบาลตำบลกาบเชิง
อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว
ผามะนาว

ที่เที่ยวสุรินทร์ ชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น
สุดชายแดนไทยกัมพูชา ที่ ผามะนาว
 

    ผามะนาว ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลโคกตะเคียน อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวจะนิยมเดินทางขึ้นไปชมความงดงามของธรรมชาติบนหน้าผาสูงนั่นเองค่ะ ที่วิวทิวทัศน์ของที่นี่จะล้อมไปด้วยต้นไม้ ป่าไม้ และทิวเขาแนวชายแดนของไทย-กัมพูชา

ป็นลักษณะของหน้าผาสูงชันทอดยาวไปตามสันเขาพนมดงรัก ซึ่งไฮไลท์ของ ผามะนาว จะอยู่ที่ตอนช่วงเช้าๆ ค่ะ เพราะเราจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากหลังภูเขา สาดแสงส่องผ่านป่าไม้ รวมถึงมีหมอกจางๆ กับอากาศเย็นๆ ให้ได้ฟินกันอีกด้วย บอกได้เลยว่าเป็นจุดชมวิวที่สวยอันซีนมากจริงๆ

     อีกทั้งหน้าผาของ ผามะนาว ยังมีโขดหินขนาดใหญ่เรียงรายสลับซับซ้อนกันอย่างสวยงามอีกด้วย บอกเลยว่ามุมถ่ายรูปเยอะมาก เลือกกันไม่ถูกเลย ใครที่อยากมานอนกางเต็นท์ก็สามารถมาปักหมุดจองที่ได้เช่นกันค่ะ นอกจากนี้บริเวณไม่ไกลกันยังมีที่เที่ยวอย่าง น้ำผุดจากใต้ดิน ที่มีชื่อว่า น้ำซับแห่งใหม่ ไหลออกมาตลอดทั้งปีไม่มีแห้ง เป็นแหล่งน้ำที่สะอาด สามารถใช้ดื่มกินได้อีกด้วย

การเดินทาง ไปยัง ผามะนาว
    ใครอยากไปชมวิวสวยๆ ที่ ผามะนาว สัมผัสความงดงามจากธรรมชาตินี้ ก็ตรงไปกันที่ จังหวัดสุรินทร์ ได้เลยค่ะ งานนี้ไม่อยากให้ทุกคนพลาดจริงๆ ขอบอกกก ส่วนการเดินทางไปนั้น ก็ง่ายๆ เลย สามารถขับรถไปจอดที่บริเวณด้านบนหน้าผาได้ ใช้ถนนหมายเลข 224 พอถึงบ้านแนงมุด ก็ให้เลี้ยวเข้าถนนลูกรังข้าง สภ.แนงมุดไป จากนั้นขับตรงไปตามป้ายบอกทาง ประมาณ 3 กิโลเมตรก็ถึง ผามะนาว

ศาลหลักเมืองสุรินทร์

ศาลหลักเมืองสุรินทร์ ตั้งอยู่บนถนนหลักเมืองและตั้งอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ไม่ไกลนัก ในปี พ.ศ. 2511 กรมศิลปากรได้ดำเนินการออกแบบศาลหลักเมืองใหม่สำหรับจังหวัดนี้ ส่วนเสาหลักเมืองนั้นทำจากไม้ชัยพฤกษ์ ซึ่งเป็นไม้ที่มีคุณค่าและถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ ไม้ชัยพฤกษ์ที่ใช้สร้างเสาหลักเมืองได้มาจากการบริจาคของนายประสิทธิ์ มณีกาญจน์ ซึ่งเป็นราษฎรแห่งอำเภอไทรโยคในจังหวัดกาญจนบุรี เสาหลักเมืองมีความสูงถึง 3 เมตรและวัดรอบเสาก็มีความกว้างประมาณ 1 เมตร วันที่ 15 มีนาคม 2517 เป็นวันที่มีพิธียกเสาหลักเมืองและมีการสมโภชตามประเพณี

         ศาลหลักเมืองสุรินทร์ ในสมัยก่อนไม่เคยมีเสาหลักเมือง แม้จะยังไม่มีเสาหลักเมือง แต่ศาลนี้ถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพบูชาในหมู่ชาวสุรินทร์มาแล้วนานกว่า 100 ปี ด้วยความศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จึงมีการขอให้กรมศิลปากรออกแบบสร้างศาลหลักเมืองใหม่ในปี พ.ศ. 2511 และเสาหลักเมืองที่ได้รับการสร้างขึ้นใหม่นั้นมีการแกะสลักตกแต่งด้วยช่างฝีมือจากกรมศิลปากร เมื่อถึงวันที่ 21 สิงหาคม 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้เกียรติประกอบพิธีเจิมเสาหลักเมือง ณ ตำหนักจิตรลดารโหฐานในพระราชวังดุสิต ในโอกาสนี้ พระองค์ทรงให้ดำรัสว่าการสร้างเสาหลักเมืองใหม่นี้นั้นมีความหมายสำคัญ เป็นหลักประจำเมือง และเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี พระองค์ทรงขอให้ชาวสุรินทร์มีความสามัคคีกันเสมอ ทำให้จังหวัดมีความเจริญรุ่งเรือง และให้ชีวิตของประชาชนสุรินทร์เต็มไปด้วยความสุขและความสงบเรียบร้อย

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ ศาลหลักเมืองสุรินทร์

         ในเวลาก่อนหน้านี้, มีเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาว่า ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณหนึ่งได้พบเจอถนนคอนกรีตที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ศาลเมือง. น่าสนใจที่ถนนคอนกรีตดังกล่าวมีรอยแตกที่ดูเป็นลักษณะเด่น และยกตัวขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่านจึงไม่ค่อยสะดวก และบางครั้งก็อาจทำให้เครื่องยนต์ดับ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากรอยแตกและการยกตัวของถนนคอนกรีตจนสามารถมองเห็นช่องว่างหรือโพรงในตอนล่างที่กว้างขวางและชัดเจน ขณะที่ชาวบ้านบางคนกำลังสงสัยและลองเอามือล้วงเข้าไปในโพรงนั้น, พวกเขาบอกว่ารู้สึกถึงความร้อนที่เกิดขึ้นที่นั่น และเมื่อได้ขุดเข้าไป, พวกเขาได้พบกับพระพุทธรูปนาคปรกที่ซ่อนอยู่ใต้โพรงนั้น

          ภายหลัง ชาวบ้านก็ได้ทำการขุดค้นในบริเวณใกล้เคียงและพบเจอวัตถุโบราณหลายชิ้น รวมถึงเครื่องลางที่มีรูปลายของพญานาคทำด้วยทองเหลือง, เครื่องลางที่แสดงรูปของพระนารายณ์และพระนางลักษมี พร้อมกับพระพิฆเณศทำด้วยทองเหลืองกำลังแข่งขันกันอยู่ในภาพกลาง, ตำนานพระเครื่องดินเผา และกำไลโบราณจำนวนมากที่มีอายุประมาณ 200 ปี เมื่อทำการขุดต่อไปก็ได้พบภาชนะดินเผาที่เชื่อว่ามีการสร้างขึ้นในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ มีอายุราว 1,500 - 2,000 ปี

          การค้นพบเหล่านี้ได้ทำให้ข่าวลือกระจายไปทั่ว และเกิดความฮือฮาในหมู่ชาวบ้าน จนกระทั่งชาวบ้านได้นำพระพุทธรูปนั้นและวัตถุโบราณต่างๆ มาวางในศาลหลักเมืองในบริเวณใกล้เคียงเพื่อบูชาและรำลึกถึงความประวัติศาสตร์ของพวกเขา

Tag : ศาลหลักเมืองสุรินทร์,ศาลหลักเมือง,เมืองสุรินทร์,ท่องเที่ยวสุรินทร์,ถนนหลักเมือง

ทะเลสาบทุ่งกุลา

         ทะเลสาบทุ่งกุลา ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านม่วงสวรรค์ หมู่ที่ 7 ตำบลไพรขลา อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้ ไม่เพียงแต่ประชาชนในจังหวัดสุรินทร์เท่านั้น แต่ยังมีคนจากจังหวัดใกล้เคียงมาเยี่ยมชมและแช่แข่งน้ำกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดและฤดูร้อน ทำให้มีคนมาเที่ยวเล่นน้ำกันแบบหนาแน่น รอบ ๆ ทะเลสาบนี้ อบต.ไพรขลาได้ใส่ใจในการพัฒนาและเตรียมพื้นที่เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว มีอาคารที่ทำการ ที่พักที่มีวิวสวย ห้องน้ำสะอาด และสวนภูมิทัศน์ที่สวยงาม นอกจากนี้ยังมีเรือท่องเที่ยว แพที่เสิร์ฟอาหาร รวมถึงร้านอาหารกว่า ร้อยร้านที่พร้อมที่จะบริการแก่นักท่องเที่ยว

          ในปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัดที่เดินทางมาเพื่อชมความสวยงามและความสงบของทะเลสาบทุ่งกุลาที่มีน้ำสีครามแจ่มใส ด้วยความที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ มีการคาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง จะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศเดินทางมายังที่นี่เป็นจำนวนมาก และอาจจะเป็นการท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้แน่นอน

ประวัติของทะเลสาบทุ่งกุลา

         ทะเลสาบทุ่งกุลาเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ ในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นที่นาของชาวบ้าน และเป็นที่เลี้ยงสัตว์บนที่ดินกว้างขวาง มีความเป็นมาอย่างเต็มรูปแบบในการดูแลธรรมชาติและสัตว์ป่า เวลาผ่านไป โครงการ "อีสานเขียว" ในปี 2550 ได้มีความคิดที่จะปรับปรุงพื้นที่นี้ โดยมีการขุดลอกที่ดินทำให้เกิดแก้มลิง และกักเก็บน้ำมาเพื่อช่วยเหลือปัญหาความขาดแคลนน้ำในพื้นที่ เพื่อประโยชน์สูงสุดของชาวบ้าน

          ปีต่อมา กรมชลประทาน ได้ดำเนินการขุดพื้นที่อีกมากมาย จนพื้นที่น้ำขยายตัวไปถึงกว่า 750 ไร่ น้ำในทะเลสาบมีสีใส และเมื่อแสงแดดส่องลง จึงทำให้น้ำมีสีเหมือนกับน้ำทะเล ด้วยความสวยงามและโดดเด่นนี้ ทำให้พื้นที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว และจึงถูกตั้งชื่อว่า "ทะเลสาบทุ่งกุลา"

          นอกจากนี้ ทะเลสาบทุ่งกุลา ตั้งอยู่ห่างจากอำเภอชุมพลบุรีไปทางทิศตะวันออก 17 กิโลเมตร และหากเราต้องการเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ จะต้องผ่านอำเภอท่าตูม แล้วเดินทางมายังอำเภอชุมพลบุรี ทำให้รวมระยะทางเป็น 68 กิโลเมตร การเดินทางไปยังทะเลสาบนี้ จึงสามารถทำได้ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว

ปราสาทหินบ้านพลวง

ลักษณะเป็นปรางค์องค์เดี่ยว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก

ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง ลักษณะเป็นปรางค์องค์เดี่ยว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ส่วนอีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก องค์ปรางค์ก่อสร้างด้วยหินทราย ด้านบนเรือนธาตุสร้างด้วยอิฐ ซึ่งพังทลายลงมาจนหมดแล้ว จึงเหลือตัวปราสาทเพียงครึ่งเดียว มีคูน้ำเป็นรูปตัวยูล้อมรอบ ใกล้เคียงกันมีบาราย หรือสระน้ำขนาดใหญ่ สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณมาก่อน แม้จะเป็นปราสาทหินขนาดเล็ก แต่ฝีมือการสลักหินรอบตัวปราสาทมีความประณีตและงดงามมาก หน้าบันทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้าของปราสาทแกะสลักเป็นรูปพระกฤษณะกำลังยกภูเขาโควรรธนะป้องกันผู้เลี้ยงวัว (โคปาลและโคปี) จากฝนกรดที่พระอินทร์โปรยลงมา ส่วนทับหลังทางทิศตะวันออกและทิศใต้สลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณอยู่ภายในซุ้มเรือนแก้ว เหนือหน้ากาลยึดท่อนพวงมาลัยที่คายออกมาจากปาก ทับหลังทางทิศเหนือสลักเป็นรูปพระกฤษณะกำลังรบกับนาคกาลียะ และทับหลังทางทิศตะวันตกไม่มีการแกะสลักเป็นรูปใด ๆ นอกจากนี้ยังมีภาพแกะสลักเล่าเรื่องของสัตว์นานาชนิด นับเป็นครั้งแรกที่ภาพของสัตว์ชั้นต่ำได้มาแกะสลักร่วมกันอยู่บนปราสาทที่อุทิศถวายแก่เทพเจ้า คือพระอินทร์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ปราสาทหินบ้านพลวงเปิดให้ชมทุกวัน เวลา 08.00-16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างชาติ 50 บาท

วัดบ้านพยุงสุขหรือวัดอภิรักษ์สุขวนาราม

   วัดบ้านพยุงสุข ซึ่งมีชื่ออื่นว่า วัดอภิรักษ์สุขวนาราม ตั้งตระหง่านอยู่ในท้องที่ตำบลโชคนาสาม ในเขตอำเภอปราสาทของจังหวัดสุรินทร์ มันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านและติดกับโรงเรียนมหาราช 4 ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านพยุงสุข เมื่อเดินเข้าสู่บริเวณวัดนี้ สิ่งที่โดดเด่นและสวยงามที่สุดคือ พระอุโบสถที่ถูกก่อสร้างด้วยไม้โดยทั้งหลัง โดยเฉพาะเสาของพระอุโบสถนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยไม้เต็มต้น ซึ่งมองเห็นเป็นการก่อสร้างที่มีความหนาแน่นและศิลปะที่สวยงาม ส่งผลให้พระอุโบสถมีลักษณะที่งดงามและน่าจดจำ

          การเดินเข้าไปในพระอุโบสถ จะพบกับบรรยากาศที่สะอาด ร่มเย็น และสงบ โดยภายในพระอุโบสถนี้ ได้ตั้งพระประธานเป็นพระปางราหูประทานพร ซึ่งเป็นศิลปะที่งดงามเด่นสง่า และนับว่าเป็นของมีค่าและน่ายึดยืนของวัดนี้

การเข้าเยี่ยมชมวัดบ้านพยุงสุข (วัดอภิรักษ์สุขวนาราม)
         สำหรับพระอุโบสถที่สร้างจากไม้ที่ตั้งอยู่นี้ เป็นหนึ่งในสิ่งมีค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปะ ซึ่งกรมศิลปากรได้ดำเนินการตรวจสอบและลงทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ไม่แค่นั้นกรมศิลปากรยังได้ทำการประเมินมูลค่าของพระอุโบสถไม้นี้และตั้งค่าให้มีมูลค่าที่ประมาณ 18 ล้านบาท ทุกวันมีนักท่องเที่ยวหลายคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาเยี่ยมชม ชื่นชมความงาม และประทับใจในงานศิลปะและวิถีวัฒนธรรมของพระอุโบสถนี้ นอกจากนี้ยังมีผู้คนที่มากราบไหว้บูชาเพื่อเสียสละและขอพร วัดดังกล่าวเป็นที่ยินดีในการต้อนรับญาติโยมและผู้ที่สนใจ และมีการเปิดให้เข้าชมได้ทุกวันโดยไม่มีการเก็บค่าเข้าชม